27-11 2017

บทความ : พระกษิติครรภโพธิสัตว์

หมวดหมู่: บทความ - โดย

Senghlee888

พระกษิติครรภโพธิสัตว์

พระกษิติครรภโพธิสัตว์นี้ ทางอุตตรนิกายเรียกว่า พระตี้จั้ง หวังผูซ่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่ฝ่ายอุตตรนิกายเคารพนับถือมากถัดจาก พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพระโพธิสัตว์กวนอิม

พระรูปของพระกษิติครรภโพธิสัตว์เจ้า เขียนหรือทำเป็นรูป พระโพธิสัตว์ทรงครองผ้าแบบภิกษุ ทรงหมวกเป็นรูปกลีบบัวกางติด กัน มีผ้าเป็นสองซายห้อยลงมาข้างหู พระหัตถ์ขวาทรงถือไม้คทา ธุดงค์บ้าง ทำรูปภิกษุผู้เป็นศิษย์ถือไม้คทาธุดงค์ยืนอยู่ข้างหนึ่งบ้าง ทำรูปทรงอยู่ในลักษณะยืนบ้าง นั่งบนฐานบัวบ้างหรือทรงพาหนะ ลิงห์โตบ้าง

ในพระกษิติครรภโพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร ซึ่งศึกษานันทะแห่ง อูเตียนได้แปลจากสันสกฤตสู่ภาษาจีนในสมัยราชวงศ์ถัง มีอรรถว่า ในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลด็จไปยัง ดาวดึงส์พิภพ ทรงตรัสเทศนาพระอภิธรรมโปรดพระพุทธชนนีตลอด ไตรมาส มีสมเด็จพระพุทธชนนีเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยบรรดาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า ท้าววซิรปราณีเทวราซ ท้าวจตุรมหา ราช รวมทั้งเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ตลอดจนท้าวอสุรราซใหญ่น้อย ทั่วสกล และสาคเรศทศทิศ ได้มาประชุมน้อมอภิวาทสดับฟัง สมเด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาพระอภิธรรมในครั้งนั้น

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระโลกนาถเจ้าได้ทรงมีพระพุทธฎีกาแก่พระ มัญซุศรีโพธิสัตว์เจ้าว่า บรรดาทวยเทพเทวานิกายต่างๆ ที่ได้มาสดับ ฟังพระธรรมเทศนาของตถาคตนี้ ได้พากันมาจากทศทิศพิภพ มีจำนวน เหลือที่จะคณานับนั้น เป็นผู้ที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้แผ่กุศลปัตติ ทานผล ( คือ พระกษิติครรภโพธิสัตว์เจ้าได้แผ่กุศลบุญให้ และผู้รับ เมื่อได้ตั้งจิตสมาทาน ก็ได้อานิสงส์ปลดเปลื้องทุกย์ของผู้รับตลอดจน สัมฤทธิ์ผล ) เป็นเวลาอสงไขยกัปป์นับไม่ถ้วนลำดับมา จนได้บรรลุ มรรคผลแล้วในสมัยอดีตกัปป์บ้าง ที่กำลังจะบรรลุมรรคผลในสมัย แห่งปัจจุบันบ้าง และหวังที่จะบรรลุมรรคผลในสมัยอนาคตกาลบ้าง

พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้โปรดสัตว์ทั้ง ๖ เหล่าคือ เทวดา มนุษย์ อสูร เปรต สัตว์เดียรัจฉาน และสัตว์ในนรก ด้วยการแผ่ กุศลปัตติทานให้ ทั้งเทศนาสั่งสอนให้รู้สึกสำนึกกรรมบาปที่ได้กระทำ มาเป็นผลกรรมทำลายตนเอง และแนะนำให้ประกอบกรรมอันเป็นที่พึ่ง เพื่อพ้นจากนรก ไปสู่สุคติเป็นลำดับมา จนได้บรรลุมรรคผลแล้วเอนก อนันต์นับระยะเวลาอสงไขยกัปป์นับไม่ถ้วนมาแล้ว พระกษิติครรภโพธิ สัตว์ทรงคุณธรรมเมตตาปฎิบัติช่วยเหลือโปรดสัตว์ทั้ง 6 เหล่ามาด้วย ประการเช่นนี้ และสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล่าการบังเกิดขึ้น ของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า มีกำเนิด มีชาติ มีความประพฤติ พรหมจรรย์ในชาติก่อน มีความกตัญญู มีอธิษฐานว่า เป็นอย่างนั้นๆ ดังนี้ ;

ในอดีตกาลล่วงมา นับประมาณมิได้อสงไขยกัปป์ มีพระพุทธ เจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระพุทธปัทมอิศวรราชาตถาคต ทรงมีพระชันษาสี่อสงไขยแสนกัปป์ เป็นที่เคารพบูชานับถือแก่บรรดา ปวงนิกรขน และราษฎรมีจิตศรัทธาพากันสร้างพระพุทธรูปปฏิมากร ของพระองค์ไว้กราบไหว้บูชาตามวัดวาอาราม ทั้งในอุโบสถและสถูป เจดืย์สถานทั่วไป กาลสมัยนั้นมีพราหมณ์กุลครอบครัวหนึ่ง พราหมณ์ ผู้เป็นสามีมีนามว่า "ขีระชิณณพราหมณ์" พราหมณ์ผู้เป็นภรรยามีนามว่า "ยัฎฐีลีพราหมณี" ขีระชิณณพราหมณ์ได้ถึงแก่มรณะกรรมไปก่อน ยังคงมีนางยัฎฐีลีพราหมณีกับบุตรีหนึ่งคน รวมเป็นสองคนแม่ลูกอยู่ ด้วยกันเรื่อยมา

 

ฝ่ายพราหมณีผู้เป็นบุตรี เป็นผู้มีความประพฤติประกอบด้วย ความมีศีล มีความเมตตามีความละอายต่อบาป ไม่ประกอบในสิ่งทำ ความเบียดเบียนแก่มนุษย์ด้วยกัน ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน เป็นผู้อยู่ ในธรรมานุธรรมปฏิบัติโดยบริสุทธิ์ใจ ยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นที่สรรเสริญและเคารพนับถือแก่บรรดาพราหมณ์ด้วยกันและปวง ชนทั่วไป

ส่วนพราหมณีผู้เป็นมารดา เป็นผู้มีความประพฤติตรงกันข้าม กับบุตรของตน คือ ไม่นับถือพระรัตนตรัย ไม่เซื่อในการบุญและการ บาป ไม่เชื่อว่ามีสวรรค์และมีนรก แม้นว่านางพราหมณีผู้เป็นบุตรี จะพยายามอ้อนวอนปลอบโยนเพื่อให้กลับนิสัยเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้า นางผู้เป็นมารดาก็คงยืนกรานดื้อดึงไม่ยอมผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจาก ความคิดเดิมอยู่นั่นเอง เพราะมีทิฏฐิโดยมิจฉาสติเข้าครอบงำ ในกาล ต่อมาไม่ช้านาน นางพราหมณีผู้เป็นมารดาก็ถึงแก่อายุขัยลง เมื่อ ชีวิตได้แตกดับไปแล้ว ผลแห่งกรรมที่นางได้ประกอบไว้เมื่อครั้งยังมี ชีวิตอยู่นั้น ได้นำดวงวิญญาณของนางไปสู่นรกมันเป็นดินแดนที่ลง โทษผู้กระทำบาป เป็นการสนองกรรมที่ได้กระทำไว้

นางพราหมณีผู้เป็นบุตรี ครั้นเมื่อมารดาได้ละโลกไปแล้ว นาง ก็มีความเศร้าโศกโศกาลัย ห่วงใยถึงมารดาผู้บังเกิดเกล้าเป็นอย่างยิ่ง นางพราหมณีเป็นทุกข์ถึงมารดาจนมิเป็นอันจะกินจะนอน ดวงจิตครุ่น คิดเป็นกังวลพะวงอยู่ในการเป็นไปแห่งมารดา โดยนางเชื่อแน่ว่า มารดาของนางที่ได้ดับชีพไปนั้น ดวงวิญญาณคงจะไม่ไปสู่สถานที่สุคติ คงจะไปสถานที่ทุคติเป็นแน่แท้ อันตัวเราผู้เป็นบุตรจำจะต้องช่วยเหลือ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อมารดาผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่ น้อยจนคุ้มใหญ่ จำจะต้องพยายามค้นหาทางที่จะช่วยมารดาผู้มีพระ คุณในครั้งนี้ให้จงได้ อันตัวเราผู้เป็นบุตรจะสนองคุณมารดาก็เพียง ครั้งนี้ครั้งเดียวเป็นครั้งสุดท้าย ถึงมาดแม้นจะเสียทรัพย์สมบัติไปจน หมดสิ้น ไม่มีความเสียดายและไม่ย่อท้อ แม้ว่าชีวิตอันเป็นที่รักยิ่ง ของนางเองก็ยอมเสียสละให้ได้

 

เมื่อนางพราหมณีคิดเช่นนั้นแล้ว นางตกลงใจขายบ้านเคหา และจำหน่ายส่วนของทรัพญ์สินที่เป็นสมบัติของนาง รวบรวมเงินไปจัด ซื้อหา ดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องสักการบูชา นำไปสักการต่อ พระพุทธปฎิมาที่ประดิษฐานอยู่ตามอาราม และแจกจ่ายทรัพย์อันเป็น กุศลทานแก่มนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ตลอดจนสัตว์เดียรัจฉาน ส่วนตัว นางพราหมณีก็ปฏิบัติตนเป็นธรรมธาตรี ( หญิงผู้รักษาธรรม ) ถือเอา กิจวัตรในการปฎิบัติศาสนกิจยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย เพียรกระทำ การสักการกราบไหว้พระพุทธปฏิมากร ภาวนาอธิษฐานต่อหน้าพระ พักตร์พระพุทธรูปองค์พระสัมมาสัมพุทธปัทมอิศวรราชาตถาคต ขอ กุศลใดๆ ที่พึงบังเกิดมีขึ้นจากบุญทานที่ได้ปฏิบัติตามอนุศาสน์ของพระ พุทธเจ้าในครั้งนี้ ขอจงเกิดอานิสงส์สัมฤทธิ์ผลไถ่ถอนโทษของมารดา ผู้บังเกิดเกล้าให้หลุดพ้นจากสรรพภัยพิบัติในทุกขภูมิ และขอคุณแห่ง พระรัตนตรัยได้บันดาลความมหัศจรรย์ให้แก่มารดาบรรลุสู่ทางสุคติ ตามคำอธิษฐานด้วยเทอญ

นางพราหมณีได้ปฏิบัติตนอยู่เช่นนี้เป็นเวลาเรื่อยมา ครั้งหนึ่ง ปรากฏมีสำเนียงเสียงแว่วมาจากเบื้องบนเข้ากระทบโสตว่า " ดูก่อน พราหมณี จงหักห้ามความโศกเสียเถิด ตถาคตจะชี้ทางให้ "

เมื่อนางพราหมณีได้ยินดังนั้น ก็เกิดความปราโมทย์เป็นล้นพ้น น้อมกายก้มพักตร์ลงกราบไหว้ด้วยความเคารพอย่างยิ่งแล้วอธิษฐาน ว่า " ขอพระองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญเลิศล้ำได้ทรงพระเมตตา ประทานพระกรุณาธิคุณแก่ข้าพระองค์ผู้อาภัพ ให้ได้ทราบแจ้งแห่ง หนของมารดาข้าพระองค์ ณ บัดนี้ ด้วยข้าพระองค์ได้ตั้งปณิธานมุ่ง ไว้ว่า จะขอพบปะมารดาเพื่อทราบความทุกข์สุข แม้ว่าชีวิตของข้า พระองค์จะถึงแก่ประลัยลงระหว่างนี้ก็ยอมสิ้น เพื่อมุ่งหมายแลกเอา ความสุขมาให้แก่มารดาเป็นที่ตั้ง "

เวลาได้ผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง โดยเงียบเสียงปราศจากวี่แววแต่ ประการใด นางพราหมณีเกิดเสียใจพร้อมทั้งความน้อยใจโศกาครวญ คร่ำจนสิ้นสมปฤๅดีไปพักหนี่ง ต่อเมื่อฟื้นคืนสตินางก็ได้ยินสุรเสียง ทิพญ์ประภาษมาเข้ากรรณว่า " ดูกรพราหมณี จงอย่าทุกข์โศกไปจน เกินควร อันอานิสงส์แห่งพระพุทธสักการและปัตติทานส่วนบุญนั้น แรงกล้า จะบรรลุซึ่งผลไห้มารดาสำเร็จประโยชน์ตามคำอธิษฐาน จงกลับไปปฏิบัติภาวนากิจต่อไปเถิด ผลสัมฤทธิ์จะบังเกิดขึ้นดังความ ปรารถนา "

เมื่อนางพราหมณีได้สดับตรับฟังพระพุทธดำรัสเช่นนั้นแล้ว นางมีความปิติยย่างสุดซึ้งดังได้ประพรมด้วยน้ำอมฤต นางรีบกราบ พระพุทธปฎิมากรด้วยเบญจางคประดิษฐ์เป็นความเคารพยิ่งแล้วกลับ ไปปฏิบัติกัมมฐานกิจวัตร ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อธิษฐานขอให้ได้ พบปะมารดาหรือหลักแหล่งดังความมุ่งหมายตั้งใจไว้

หลังจากนางพราหมณีได้เจริญวิเวกธรรมแน่วแน่เพ่งภาวนา ด้วยอภินิหารพระพุทธานุภาพบันดาลให้วิญญาณของนางพราหมณี ออกจากร่างลอยไปสู่ฝั่งมหาสมุทรแห่งหนึ่ง น้ำในทะเลเดือดพล่าน มีสัตว์ร้ายรูปร่างลักษณะน่าเกรงขาม น่าเกลียด น่ากลัว เที่ยววิ่ง เพ่นพ่านอยู่บนผิวน้ำไล่ตระครุบเหยื่อในน้ำกิน ส่วนเหยื่อในน้ำนั้นคือ มนุษย์มีทั้งชายและหญิงลอยอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ต่างพยายาม หลบหลีกการจับตระครุบของสัตว์ร้ายจับมนุษย์ฉีกร่างเป็นชิ้นกลืนทั้ง โลหิต นางสลดใจด้วยความสังเวชสงสารเป็นอย่างยิ่งมิอาจจะทนดูได้

ในขณะนั้น มีท้าวอสุรอนุราชผู้เป็นนายผู้คุมนรกกับบริวารเดิน ตรงเข้ามาหานางพราหมณี กระทำอภิวาทแล้วโอภาปาศรัยว่า " สาธุ ท่านผู้เจริญยิ่งโพธิสัตตธรรม ท่านมาถึงนรกแดนนี้เพื่อ ความประสงค์สิ่งใด " นางพราหมณีตอบว่า " ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยากทราบว่า มารดาของข้าพเจ้า ผู้มีนามว่า ยัฏฐีลีพราหมณี ซึ่งได้ถึงแก่มรณกรรมไม่ช้านานมานี้ ไม่ ทราบว่าวิญญาณของมารดาข้าพเจ้าจะตกอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ข้าพเจ้ามีความห่วงใย ขอท่านผู้เป็นใหญ่แห่งดินแดนนรกนี้ ได้โปรด กรุณาแจ้งไห้ข้าพเจ้าทราบ และได้โปรดแนะนำชี้ทางให้ข้าพเจ้าได้พบ กับมารดาด้วยเถิด "

เมื่อท้าวอสุรอนุราชได้ฟังนางพราหมณีพูดเช่นนั้น ก็ประสาน มืออภิวันท์แล้วกล่าวตอบว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญได้โปรดทราบ อัน ยัฏฐีลีพราหมณีผู้เป็นมารดาของท่านนั้น ได้เคยตกมาอยู่ ณ นรกแห่งนี้ และเนื่องด้วยได้รับสงเคราะห์ส่วนบุญกุศลอันประเสริฐไพศาลของท่าน ได้อุทิศปัตติทานมาให้ เมื่อสามราตรีล่วงไปนี้เอง นางยัฏฐีลีพราหมณี ได้พ้นจากดินแดนภาคนี้ไปสู่อุดมสถานแล้ว"

เมื่อท้าวอสุรอนุราชได้กล่าวคำปราศรัยพอสมควร ก็ประสาน มือน้อมเศยรคำนับลาพาบริวารออกเดินตรวจบริเวณต่อไป ฝ่ายนางพราหมณี เมื่อนางได้ยินท้าวอสุรอนุราชซี้แจงเรื่อง มารดาเป็นที่แจ่มแจ้งเช่นนั้นแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น วิญญาณ ก็รีบกลับมาสู่ร่างนิทราตื่นจากนิรมิต นาทีมีความปิติยินดีเหลือล้นที่ได้ ทราบข่าวชัดแจ้งว่า มารดาบังเกิดเกล้าของนางได้หลุดพ้นจากการ ทรมานไปประสบสุคติแล้ว เป็นอันหมดห่วง แต่ภาพมนุษย์น่าสงสาร นับจำนวนไม่ถ้วนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรกตามที่ได้ไปประสบ แลเห็นมา ยังติดตาอยู่ไม่รู้หาย ให้เกิดธรรมสังเวชคิดจะซ่วยปลด เปลื้องความทุกข์ทรมานของสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านั้นต่อไปอีก

นางพราหมณีได้ตั้งปณิธานอธิษฐานต่อหน้าพระพักตร์พระ พุทธปฏิมากร ขอปฏิบัตินิพัทธกุศลเช่นเดิมต่อไปอีก เพื่อโปรดสัตว์ที่ ตกทุกข์ได้ยากในนรกอเวจีเหล่านั้น นางหมั่นเพียรเจริญในธรรมปฎิบัติ ทั้งบำเพ็ญทานเป็นกิจวัตร ดวงจิตน้อมนมัสการต่อพระพุทธเจ้า อธิษ ฐานขอบำเพ็ญกุศลปัตติทานโปรดสัตว์ในนรกอเวจีทั่วถึงกัน ตลอด เวลาทั่วทุกกัปป์ในอนาคต ขอคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองอย่าให้มีความ เบื่อหน่ายต่อกุคลกรรมเป็นสันดานตลอดกาลเทอญ

ด้วยเดชานุภาพคำอธิษฐานและกุศลบารมีที่ได้สะสมไว้ เมื่อ นางพราหมณีผู้นี้ได้ถึงมรณะกรรมไป ได้กลับชาติมาจุติเกิดเป็นผู้ชาย และภายหลังสำเร็จพระโพธิสัตตผลเป็นพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ส่วน ท้าวอสุรอนุราชผู้เป็นนายผู้คุมนรกได้รับส่วนบุญปัตติทานจากพระ กษิติครรภโพธิสัตว์เจ้าเป็นลำดับมา จนถึงกัปป์เลื่อนจากนั้นขึ้นมา ก็ได้กลับชาติไปเกิดเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง ตามอรรถในพระ กษิติครรภโพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร และพระสูตรยังได้กล่าวถึงชาติที่ พระองค์ทรงเสวยบำเพ็ญบารมีมา อาทิ

เรื่องที่ 1  ในเวลาอดีตกาลที่ล่วงมา แล้วแต่ปางก่อน พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นบุตรของคฤห บดี สมัยนั้นแล เป็นสมัยของพระ พุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนาม ว่า "สือจื่อเฟิ่นซวิ่นจวี้จู๋ว่านสิ่งยูไล" เมื่อกุลบุตรได้เห็นพระ พักตรงของพระพุทธองค์อันเจริญ ด้วยอลังการบารมี จิตก็บังเกิด ความปิติยินดีและเคารพเลื่อมใส จึงได้ตรัสถามพระพุทธองค์ว่า.. " ท่านผู้ประเสริฐ ท่านได้ตั้ง ปณิธานอะไรหรือ จึงมีบุคลิก ลักษณะที่งดงามสมบูรณ์เช่นนี้ พระโลกนาถตรัสว่า... " ดูกรกุลบุตร การปรารถนาบุคคลกลักษณะที่เป็นมงคลนี้ จะต้องทำการโปรดสัตว์ทั้งหลายที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ นับตั้ง แต่อดีตกาลมาโดยตลอดก็จะบรรลุสมกับความปรารถนาทุกประการ " ด้วยเหตุดังนี้แล กุลบุตร ( พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ) จึงได้ ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่เพื่อที่จะโปรดสรรพสัตว์ในไตรภูมิให้หลุดพ้น จากวัฏฏสงสารตามสัตยาธิษฐานดังนี้ " ข้าฯ จะต้องโปรดสรรพสัตว์ให้ หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์โดยหมดสิ้น จีงจะขอบรรลุสู่พระพุทธภูมิ หากสรรพ สัตว์ยังไม่หมดสิ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ (เวียนว่ายตายเกิด) ก็จะไม่ขอสำเร็จเป็น พระพุทธเจ้า "  พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ปฏิบัติ เป็นจริยากิจตามปณิธานตลอดมา

เรื่องที่ 2   อดีตกาลล่วงมาแล้ว มีพระสัพพัญญูพระองค์หนึ่ง ทรงพระ นามว่า " อิเซี่ยจื่อเฉินจิ้วยูไล " ก่อนที่พระองค์จะออกผนวช พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ครองเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทรงมีพระสหายเป็นกษัตริย์ ครองอีกเมืองหนึ่งใกล้ๆ กัน กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ได้ปฏิบัติกุศลกรรมบถสิบ บำเพ็ญ ประโยชน์แก่สรรพสัตว์เรื่อยมา ได้ทรงปรึกษาหาอุบายโกศลวิธีชักจูง พสกนิกรให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม กษัตริญ์พระองค์หนึ่ง ทรงตั้งปณิธานว่า ขอให้พระองค์สำเร็จ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน แล้วจึงจะมาโปรดเทศนาสั่งสอน สรรพสัตว์ให้บรรลุพระนิพพาน  กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ก็ทรงตั้งปณิธานว่า ถ้ายังไม่สามารถ โปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากอกุศลกรรมต่างๆ และบรรลุถึง สุคติหรือโพธิญาณ ก็จะไม่ขอสำเร็จเข้าสู่พุทธภูมิ กษัตริย์ที่ตั้งปณิธานว่าขอสำเร็จพระพุทธเจ้าก่อนจึงจะโปรด สัตว์นั้น ได้แก่ "อิเซี่ยจื่อเฉินจิ้วยูไล" กษัตริย์ที่ตั้งปณิธานขอโปรด สัตว์โลกก่อนจึงจะเข้าสู่พระพุทธภูมิ คือ " พระกษิติครรภโพธิสัตว์ "

เรื่องที่ 3   อดีตกาลล่วงมาแล้ว สมยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า " ชิงเจินเหลียนฮัวมู่ยูไล " ระหว่างที่ธรรมรูปของพระองค์ยังทรงอยู่ มีพระอรหันต์รูปหนึ่งออกโปรดสรรพสัตว์ให้รู้จักบำเพ็ญกุศลธรรมเรื่อย มาและท่านได้รับบิณฑบาตรจากกุลธิดาผู้หนึ่งมีนามว่า กวงมู่ กุลธิดา ผู้นี้เป็นผู้ใจบุญสุนทาน ถวายทานแก่สมณชีพราหมณ์เนืองนิจ วันหนึ่ง พระอรหันต์ทรงถามว่า " เธอจะประสงค์สิ่งใดหรือ " (เพราะกุลธิดาได้จัดภัตตาหาร อันปราณีตถวาย) นางตอบว่า " วันนี้เป็นวันคล้ายวันมรณะของมารดาข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้า จึงถวายภัตตาหารเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลนี้แก่มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว และไม่ทราบว่ามารดาของข้าพเจ้าไปเกิด ณ ที่ใด " พระอรหันต์เมื่อได้ฟังก็เกิดความเมตตา จึงเข้าสมาบัติพิจารณา สอดส่องจนรู้แจ้งว่า มารดาของนางตกอยู่ในห้วงทุกข์อเวจี ทนทุกข์ เวทนาอย่างแสนสาหัส พระอรหันต์จึงถามนางกวงมักว่า มารดาของ นางเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ได้ประกอบอกุศลกรรมเช่นใดไว้ บัดนี้จึงตกอยู่ ในห้วงทุกข์ที่แสนสาหัสเช่นนั้น นางได้เล่าว่า มารดาของตนระหว่างมีชีวิตอยู่ ชอบรับประทาน อาหารจำพวกปลาและตะพาบน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสัตว์เหล่านั้น นับเป็นจำนวนประมาณมิได้ นางได้อ้อนวอนพระอรหันต์ว่าจะต้อง ปฏิบัติอย่างไร จึงจะสามารถปลดเปลื้องทุกข์ของมารดาได้ พระ อรหันต์ได้แนะนำแก่นางว่า เธอจงตั้งจิตแน่วแน่ภาวนาพระนามของ พระพุทธเจ้า และสร้างรูปปฏิมากรขึ้นประดิษฐานบูชา เมื่อนางสดับ แล้วก็รีบปฏิบัติทันที  กาลล่วงมาเป็นลำดับ ณ ปัจฉิมราตรี ก็บังเกิดเห็นพระพุทธ กายมีรัศมีส่องสว่างไสว สูงใหญ่ดุจภูเขาพระสุเมรุ ได้ตรัสกับนางว่า " ดูกรกุลธิดา เธอมิต้องเศร้าโศกเกินไปนัก อีกมิช้ามารดา ของเธอก็จะมาจุติในบ้านของเธอ และจะสามารถพูดได้ทันทีที่เกิด ความรู้สึก " คำพยากรณ์จากการนิมิตนั้นถูกต้องทุกประการ คือ อยู่มาไม่ นาน คนใช้ของนางคนหนึ่งได้คลอดบุตรออกมายังไม่ครบ 3 ราตรี ทารกก็ร้องไห้กล่าวกับนางกวงมู่ว่า " ตั้งแต่จากกันเป็นเวลานาน เราได้ตกอยู่ในนรกภูมิ และได้ อาศัยบุญบารมีของเธอ จึงได้จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ได้รับทุกข์ เวทนาที่เกิดมาเป็นคนวรรณะต่ำ จนกว่าอายุครบ 13 ปีก็จะถึงกาล มรณะ กลับไปทนทุกขเวทนาในนรกอเวจีอีก " ทารกได้ถามนางว่า " จะมีวิธีใดบ้างหรือไม่ ที่จะปลดเปลื้อง ความทุกข์เหล่านี้ " นางกวงมู่ได้ฟังดังนั้นก็ทราบแน่ว่าเป็นมารดาของนางจริง จึง เกิดความเวทนาสงสารและได้ถามทารกว่า " หากเธอเป็นมารดาของเราแล้ว เธอทราบไหมว่าเธอได้สร้าง กรรมอันใดไว้ จึงเกิดมาเป็นดูกของข้าทาส พร้อมทั้งมีอายุที่สั้นถึง เพียงนี้ " ทารกตอบว่า " สมัยที่เป็นมารดาของท่านนั้น ได้ฆ่าสัตว์ ทารุณกรรมแก่ข้า ทาสคนใช้ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับทุกข์ทรมานดังกล่าว " นางกวงมู่ถามทารกอีกว่า " สภาพที่ได้รับความทุกข์จากนรกเป็นอย่างไร" ทารกตอบว่า " อันความทุกข์ทรมานในนรกมิสามารถจะสาธยายออกมาได้ว่า เป็นเช่นไร เพราะระหว่างที่ได้รับการทรมานอย่างเเสนสาหัสนั้น จะ พรรณาก็ไม่รู้จักจบสิ้น " เมื่อนางกวงมู่ได้ทราบเช่นนั้น ก็เกิดอาการเศร้าโศกาดูรถึงกับ น้ำตาไหล และพูดขึ้นว่า

 

"ขอให้มารดาข้าพเจ้าจงหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในขุม นรกตลอดกาลนานเถิด แม้นถึงกาลมรณะแล้ว ก็ขออย่าให้มีโทษหนัก ต้องตกนรกอเวจีอีกเสีย ขอพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั่วทศทิศจงโปรด เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด เพื่อช่วยมารดาพ้นจากอบายภูมิ ตามสัตยาธิษฐานของข้าพเจ้านี้ หากมารดาได้รอดพ้นจากอบายภูมิ แล้วตลอดไป ข้าพเจ้าตั้งสัจจอธิษฐานต่อหน้าพระพักตร์ชิงเจินเหลียน อัวมู่ยูไลว่า ข้าฯ ขอตั้งปณิธานที่จะปลดเปลื้องสรรพสัตว์ในไตรภูมิ เพื่อให้รอดพ้นจากอบายภูมิไปสู่สุคติหรือบรรลุพระโพธิญาณ เมื่อข้าฯ กระทำได้สำเร็จเวลาใดจึงจะมุ่งสู่พระพุทธภูมิ "

ขณะเวลานั้น นางได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธองค์ตรัสว่า " เธอผู้มีมหาเมตตากรุณา กตัญญูต่อมารดา และตั้งปณิธาน อันยิ่งไหญ่ เราได้พิจารณาเห็นแล้วว่า กาลมรณะของมารดาท่าน ก็จะเป็นกาเวลาแห่งความหมดสิ้นของกรรมด้วย จะได้เกิดในตระกูล พราหมณ์ มีอายุนานถึง 100 ปี เมื่อพ้นแล้ว จะไปเกิดในแดนสุขาวดี มีอายุนับประมาณมิได้ ต่อภายหลังจะได้สำเร็จพระโพธิญาณโปรด สรรพสัตว์ทั่วทั้งตรีโลก " พระอรหันต์องค์นั้นคือ " อู๋เลี่ยงอี้โพธิสัตว์ " มารดาของนางกวงมู่คือ " เจี่ยโถวโพธิสัตว์ " กวงมู่ก็คือ " พระกษิติครรภโพธิสัตว์ "